สถานที่น่าเที่ยวในไทย - yakimono.cc

สถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญของไทย

Author: admin

พระที่นั่งวิมานเมฆ

พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นพระที่นั่งในพระราชวังดุสิต ตั้งอยู่ที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย

ที่ถูกสร้างมายาวนานและจัดว่าเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง ที่มีความสวยงามมาก สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้า ฯให้สร้างภายในพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรก ในพระราชวัง อีกด้วย พระที่นั่งวิมานเมฆสร้างขึ้น

โดยใช้ไม้สักทองทั้งหลังซึ่งเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในรัชสมัยของพระองค์ เรียกพระที่นั่งนี้ว่า พระราชวังสวนดุสิต

ซึ่งก่อนการสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งเริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2444 โดยพระองค์ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้รื้อ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์

และโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นที่ เกาะสีชัง เมื่อสร้างเสร็จแล้วทรงพระราชทานนามว่า พระที่นั่งวิมานเมฆนั่นเอง

พระที่นั่งวิมานเมฆ

พระที่นั่งวิมานเมฆ

พระที่นั่งวิมานเมฆจัดว่าเป็นพระที่นั่งที่มีความสวยงาม โดยการก่อสร้างใช้ “ไม้สักทอง” สร้างทั้งหลังรวมถึง การออกแบบสถาปัตยกรรม ของพระที่นั่ง ในรูปแบบทรง วิกตอเรียไทยประยุกต์

เป็นสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานความเป็นตะวันตก และความประณีตงดงามดั่งไทย ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงโปรดมากที่สุด

โดยผู้ออกแบบและตกแต่งคือ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยพระที่นั่งสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2449 ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จึงได้เสด็จแปรพระราชฐาน มาประทับที่ พระที่นั่งอัมพรสถาน เป็นการถาวร หลังจากเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453  พระที่นั่งวิมานเมฆยังคงถูกใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน

จนกระทั่งสิ้นรัชกาลเหล่าเจ้านายฝ่ายในจึงกลับมาประทับที่ พระบรมมหาราชวังดังเดิม ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆ

และหลังจากสิ้นรัชกาล จึงเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายในพักหนึ่งและหลังจากนั้นพระที่นั่งจึงถูกปล่อยว่างและมิได้มีเจ้านายพระองค์ใดประทับอีกเลย

จนกระทั่งตัวอาคารเกิดทรุดโทรมตามกาลเวลาทำให้ตัวอาคารผุพัง พระที่นั่งวิมานเมฆถูกปล่อยว่างโดยไม่มีเจ้านาย หรือ เชื้อพระวงศ์ฝ่ายใดประทับเลย

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2525 รัชสมัยสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ฯ รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นปีที่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงขอพระบรมราชานุญาตซ่อมแซมและปรับปรุงพระที่นั่งใหม่อีกครั้ง

เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระที่นั่งวิมานเมฆจึงได้รับการซ่อมแซมปรับปรุง

แต่เติมสีต่างๆให้กลับมามีความสวยงามดังเช่นที่เคยสร้างครั้งแรก ปัจจุบันพระที่นั่งวิมานเมฆได้รับการดูแลจากสำนักพระราชวัง ซึ่งเปิดพิพิธภัณฑ์ ส่วนพระองค์อีกด้วย

ทางรถไฟสายมรณะ สถานที่ยอดฮิตมาแล้วต้องไปของจังหวัดกาญจนบุรี

ทางรถไฟสายมรณะ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งมันเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความทรงอันน่าเศร้า

ทางรถไฟสายกาญจนบุรี ซึ่งเป็นทางรถไฟที่เริ่มต้นจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ผ่านทางจังหวัดกาญจนบุรี เลียบไปตามเขาริมแม่น้ำแคว ปลายทางเมืองทันบูซายัค ประเทศพม่า

ทางรถไฟนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี พ.ศ. 2485 โดยรัฐบาลญี่ปุ่น ได้เกณฑ์เฉลยสงครามจำนวนมาก รวมถึงแรงงานไทย

และมีการขอยืมทุนเงินจากรัฐบาลไทยเป็นเงิน 4 ล้านบาท มาก่อสร้าง จุดประสงค์เพื่อใช้เดินทางขนส่งเสบียง อาวุธต่างๆของกองทัพญี่ปุ่นเข้าไปยังประเทศพม่า

โดยใช้เส้นทางของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นเส้นทางผ่าน นอกจากเป็นสถานที่สำคัญของไทย และแหล่งท่องเที่ยวศึกษาทางประวัติศาสตร์แล้ว

ทางรถไฟสายนี้ ยังถือว่าเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงความโหดร้ายของสงครามและการสังเวยชีวิตของเชลยสงคราม ที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานเพื่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้

ทางรถไฟนี้ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 1 ปีเท่านั้น

ทางรถไฟสายมรณะ

ทางรถไฟสายมรณะ

สาเหตุที่ใช้ชื่อว่าทางรถไฟสายมรณะเพราะ นั้นเนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยสงครามของฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดาและนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน

รวมถึงแรงงานกรรมกรทั้ง ชาวจีน ญวน ชวา มลายู พม่า อินเดีย จำนวนมากสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ และเนื่องด้วย สภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ และการขาดแคลนน้ำและอาหาร

ทำให้เชลยสงครามเสียชีวิตจากการสร้างทางรถไฟสายดังกล่าว ประมาณ 10,000 คน ซึ่งการสร้างทางรถไฟสายดังกล่าวนั้นแต่เดิมเส้นทางยาวไปถึงช่วงประเทศอินเดีย

ทว่าสงครามสิ้นสุดลงก่อน หลังจากสงครามสิ้นสุดลงทางรถไฟสายนี้ ได้ถูกทิ้งร้างและชำรุดทรุดโทรมอย่างหนัก

ต่อมารัฐบาลไทย ได้ซื้อทางรถไฟสายนี้จำนวนเงิน 50 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

รวมถึงใช้เป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงความสูญเสี ยและ ความโหดร้ายทารุณ ในช่วง สงครามครั้งที่ 2 รวมถึงรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการสร้างทางรถไฟสายนี้ด้วย

ปัจจุบันทางรถไฟสายนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดเส้นทางการเดินรถ

โดยการลัดเลาะตามเส้นทางเดิมที่เลียบไปตามเชิงผาของลำน้ำแควน้อย ซึ่งจะสุดทางที่สถานีน้ำตก ระยะทาง 77 กิโลเมตร

รวมถึงพานักท่องเที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติและพาแวะบริเวณถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นแหล่องท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมาก

โดยทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดเที่ยวขบวนรอบพิเศษช่วง วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

นอกจากเส้นทางการท่องเที่ยวของทางรถไฟสายนี้แล้ว ยังเป็นเส้นทางการเดินรถไฟปกติ

ซึ่งในอนาคตทางรัฐบาลพม่ามีการเจรจาร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟโดยเพิ่มความยาวในระยะทาง 105 กิโลเมตรถึงชายแดน ไทย-พม่า เพื่อใช้สัญจรของผู้คนด้วย

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม – หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม – หมู่เกาะเสม็ด เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีความสวยงาม

และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญของไทยในแง่การอนุรักษ์ทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด

นั้นตั้งอยู่ทางชายฝั่งอ่าวไทยทางตะวันออกของไทยในพื้นที่จังหวัดระยอง

ภายในเขตอุทยานประกอบด้วยเกาะต่างๆ เช่น เกาะเสม็ด เกาะจันทร์ เกาะทะลุ เกาะกุฎี เกาะมะขาม และเกาะปลายตีน

และมีเขาแหลมหญ้าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของพื้นที่หมู่เกาะ ซึ่งเป็นจุดที่มีความสวยงามมากในช่วงเช้าและช่วงเย็นซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์กำลังขึ้นและลับขอบฟ้า

ภายในบริเวณอุทยานนั้นจุดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่สุดคือ เกาะเสม็ด ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน

ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยเกาะเสม็ดเป็นเกาะและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งและเป็นแหล่องท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด เกาะเสม็ด

มีพื้นที่ 3,125 ไร่ อยู่ห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ราว 6.5 กิโลเมตร ลักษณะของเกาะเมื่อมองจากด้านบนจะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม

ซึ่งเกาะเสม็ดยังถูกใช้กล่าวถึงในวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี ในชื่อเกาะแก้วพิสดาร ซึ่งกล่าวกันว่าพื้นที่ของเกาะเสม็ดนั้นมีหาดทรายที่ขาวละเอียด

รวมถึงมีต้นเสม็ดขาวและเสม็ดแดงขึ้นอยู่ตามบริเวณของเกาะ ทำให้มีลักษณะเหมือนกับเกาะในจินตนาการในโลกของวรรณคดีจึงเป็นที่มาของเกาะแก้วพิศดารในพระอภัยมณี

เกาะเสม็ดนั้นนับว่าเป็นเกาะที่มีภูเขาและป่าเบญจพรรณที่อุดมสมบูรณ์ประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่และบนเกาะไม่มีน้ำตกหรือแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

เกาะเสม็ดมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวหินเขาดินแดงและมีพื้นที่ราบลุ่มทางด้านเหนือและตะวันออกของเกาะ

ซึ่งมีสันเขาทอดยาวเป็นตามตอนกลางของเกาะ บริเวณฝั่งตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชัน และมีพื้นที่ของภูเขาสลับซับซ้อนกันและมีที่ราบเป็นชายหาดทอดยาวรวมถึงมีปลายแหลมของเกาะทางใต้ของเกาะ

และมีเกาะเล็กๆอยู่โดยรอบอีก 3 เกาะคือ เกาะจันทร์ เกาะสันฉลาม และเกาะหินขาว โดยเกาะหินขาวนั้นเป็นเกาะที่มีแต่โคดหินล้วน ไม่มีต้นไม้

โดยเป็นแหล่งวางไข่ของนกนางนวล สำหรับพื้นที่ของเกาะเสม็ดนั้นยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวเกาะที่อาศัยอยู่บนเกาะมาช้านานแล้ว

ซึ่งชาวเกาะจะใช้ภาษาพื้นเมืองของระยองในการสื่อสาร และใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับชาวต่างชาติด้วย

นอกจากเกาะเสม็ดแล้ว พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาแหลม-หมู่เกาะเสม็ดนั้น ยังถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและคงค่าแก่การรักษาไว้

สำหรับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนั้นคือ เดือนธันวาคม ถึง เมษายน ของทุกปี ซึ่งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจะเป็นฤดูมรสุมโดยนักท่องเที่ยวไม่ค่อยนิยมเดินทางท่องเที่ยวมากนัก

 

ดอยอินทนนท์ จุดสูงที่สุดในประเทศไทย

เมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ของทุกปี ดอยอินทนนท์ พื้นที่ทางภาคเหนือของไทย

จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาวต่างชาติ

เนื่องจากพื้นที่ของ ภาคเหนือ นั้นจะมีอากาศที่หนาวเย็นและมีทะเลหมอกยามเช้าที่สวยงามอย่างมาก

จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดทางภาคเหนือ ที่มีผู้คนนิยมอย่างมากและเดินทางไปเที่ยวจำนวนมากเพื่อขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นบนยอดดอย

โดยเฉพาะดอยอินทนนท์ จุดสูงที่สุดของประเทศไทย และเป็นจุดที่หนาวเย็นที่สุดอีกด้วย

ดอยอินทนนท์ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของ อำเภอจอมทอง, อำเภอแม่แจ่ม, อำเภอแม่วาง และ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่

มีเนื้อที่ 482 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยพื้นที่ของภูเขาสลับซับซ้อน ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์

ซึ่งได้รับการตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2521 ซึ่งดอยอินทนนท์เป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาอินทนนท์ และ ทิวเขาถนนธงชัย

ซึ่งยอดสูงที่สุดอยู่ที่ดอยอินทนนท์ มีความสูง 2,565 เมตร และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามาสัมผัสอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว

โดยในช่วงเดือนธันวาคม และ มกราคม ของทุกปี บริเวณพื้นที่ของดอยอินทนนท์จะมีอากาศหนาวจัด

โดยอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 13 ถึง 2 องศา หนาวเย็นที่สุดเคยวัดได้ที่ -2 องศาในปี พ.ศ. 2556

ซึ่งบริเวณด้านบนของดอยอินทนนท์ นั้นจะมีน้ำค้างแข็งเกาะแน่นเต็มพื้นที่ของต้นไม้และยอดหญ้าต่างๆ และเรียกกันว่า แม่คะนิ้ง มีความสวยงามแสดงให้กับนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมภายในอุทยาน

นอกจากนี้พื้นที่ดอยอินทนนท์นั้นยังเป็นที่ตั้งของ พระมหาธาตุเจดีย์ธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริ ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ที่สวยงามและสูงที่สุดในประเทศไทย

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์

แต่เดิมพื้นที่ของดอยอินทนนท์ถูกเรียกว่า ดอยหลวงอ่างกา

และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ตาม พระนามของพระเจ้าอินทวิชยนนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 พื้นที่ของดอยอินทนนท์

นอกจากเป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยแล้ว ภายในของเขตอุทยานยังประกอบด้วยป่าไม้, ต้นไม้, พรรณไม้ นานาชนิด ขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์มากในบริเวณดังกล่าว

รวมถึงยังมีน้ำตกหลายแห่งๆ เช่น น้ำตกวชิรธาร , น้ำตกแม่ยะ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดในประเทศไทยด้วย

ทั้งยังเป็นต้นน้ำของแม่น้ำต่างๆของภาคเหนือ รวมถึงเป็นต้นน้ำแม่ปิง ซึ่งอยู่บริเวณ เขื่อนภูมิพล และให้พลังงานไฟฟ้าอีกด้วย

ทั้งนี้บริเวณดอยอินทนนท์มีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ระหว่าง 23 – 35 องศา ซึ่งในช่วงฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นมาก แต่จะร้อนในฤดูร้อนและอากาศจะแห้งแล้ง

สำหรับทางเดินทางมายังดอยอินทนนท์สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ส่วนตัวและรถประจำทาง รวมถึงสามารถเดินทางโดยรถยนต์ขึ้นบนยอดดอยได้

สนามหลวง ศูนย์กลางสถานที่สำคัญของเกาะรัตน์โกสินทร์

สนามหลวง เป็นลานกว้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใก้ลกับบริเวณ พระบรมมหาราชวัง หรือ วัดพระแก้ว สถานที่เที่ยวยอดยิยม

นั้นเป็นพื้นที่ที่ใช่ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธี จะถูกใช่เป็นสถานที่นักพักผ่อน สัญจรของผู้คน และจัดงานกิจกรรมต่างๆ ภายในพื้นที่

แต่เดิมถูกเรียกชื่อว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากถูกใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ของ พระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์

ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยการออกแบบนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากทุ่งนาบริเวณรอบๆ กรุงศรีอยุธยา

ซึ่งต่อมานั้นในช่วงที่ข้าศึกตีกรุงศรีอยุธยา และได้ขโมยข้าวจากทุ่งนาไปจนหมด ซึ่งการสร้างนั้นได้มีการสร้างลานกว้างและมีการปลูกข้าวไว้ในบริเวณนี้

นอกจากนี้พื้นที่นี้ยังใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ โดยชื่อของ ทุ่งพระเมรุ ถูกตั้งมาจนถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2398

โดยพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่อใหม่จาก ทุ่งพระเมรุ เป็น ท้องสนามหลวงซึ่งจากนั้นก็มีพระราชพิธีอื่นๆอีกมากมายจัดภายในพื่นที่นี้

รวมถึงยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวบ้านได้ใช้พื้นที่นี้ปลูกข้าวในช่วงฤดูฝนเพื่อใช้เป็นที่เก็บเสบียงและอาหารของชาวบ้านในช่วงที่ไม่มีพระราชพิธีด้วย

ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งเป็น พระราชพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ และประกอบกันมาจนถึงปัจจุบัน

แต่เดิมพื้นที่นี้ ยังไม่กว้างเหมือนดั่งปัจจุบัน ซึ่งต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โปรดเกล้า ให้มีการขยายพื้นที่ จากเดิมที่ในพื้นที่มีพลับพลาต่างๆ รวมถึงไม่มีความจำเป็นในการทำนาของชาวบ้านแล้ว

จึงได้มีการใช้พื้นที่ เป็นพื้นที่ประกอบราชพิธีต่างๆ เช่น งานฉลองพระนครครบ 100 ปี,

งานฉลองครั่นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรป พ.ศ. 2440 และในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พื้นที่ยังทรงใช้เป็นสนามแข่งม้า และ สนามกอล์ฟ อีกด้วย

สนามหลวง

สนามหลวง

ปัจจุบันสนามหลวงยังคงใช้เป็นพื้นที่ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ

รวมถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพองค์กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

นอกจากนี้ยังมีพิธีอื่นๆ เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ , สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

พระราชพิธีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539 รวมถึงใช้พื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น งานมหรสพ , ลานกีฬา , ลานพักผ่อน , งานปีใหม่ รวมถึงใช้เดินทางสัญจรของผู้คน และมักจะเป็นสถานที่ที่หลายครอบครัว มักจะเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ รวมกันอีกด้วย

ซึ่งในปี พ.ศ. 2553 ทางกรุงเทพมหานคร ได้ปรับปรุงพื้นที่ของสนามหลวงครั้งใหญ่

โดยการปรับปรุงทั้งการปรุงต้นไม้และทางเดินใหม่ทั้งหมด

รวมถึงมีไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่จัดกิจกรรมทางการเมืองใดๆ และห้ามทิ้งขยะในบริเวณนี้อีกด้วย เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดแล้วให้สถานที่นี้เป็นที่ท่องเที่ยวที่น่ามาอีกต่อไป

น้ำตกทีลอซู เหมือนอยู่ในสวรรค์ น้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย

น้ำตกทีลอซู เป็นน้ำตกตามธรรมชาติ ที่จัดว่ามีความสวยงามอย่างมาก ทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก

เป็นน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าและเป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี รวมถึงยังเป็นน้ำตกที่ค้นพบโดยบังเอิญ น้ำตก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่

ที่ถูกค้นพบโดยชาวกระเหรี่ยงที่เข้ามาล่าสัตว์ป่า ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตะเวนชายแดน ได้มีการเข้ามายังพื้นที่น้ำตกแห่งนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2528

ซึ่งน้ำตกตั้งอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งชื่อน้ำตกถูกตั้งขึ้นโดยชาวกระเหรี่ยง ว่า ทีลอซู ภาษากระเหรี่ยงแปลว่า น้ำตกดำ

เนื่องจากผาหินที่มีสีดำ น้ำตกนี้ จัดว่าเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทยและสวยที่สุด ตัวน้ำตกไหลลงมาจากความสูง 300 เมตร และน้ำตกกว้าง 500 เมตร

ซึ่งน้ำไหลลดลั่นลงมาจากผาหินปูน จัดว่าเป็นน้ำตกที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชียอีกด้วย

น้ำตกทีลอซู

น้ำตกทีลอซู สวยเหมือนแดนสวรรค์

น้ำตก เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในปี พ.ศ. 2530 โดยนักสำรวจ ปรีชา อินทวงศ์ ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ของน้ำตกและถ่ายภาพ รวมถึงเขียนบทความในนิตยสารการท่องเที่ยวแคมปิง

หลังจากนั้นน้ำตก จึงเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น และมีนักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัยเดินทางเข้าไปเที่ยวชมความสวยงามทุกปี

ซึ่งน้ำตกนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนัก เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตป่าลึกซึ่งต้องเดินเท้าเท่านั้น เมื่อมาถึงจะมีจุดบริการจอดรถและต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 1.5 กิโลเมตร

เส้นทางที่เดินเข้าไปนั้นเต็มไปด้วย ป่าเบญจพรรณ และ ป่าไผ่ ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเส้นทางธรรมชาติอีกด้วย

โดยการเดินทางเข้ามาชมน้ำตกนักท่องเที่ยว สามารถค้างแรมโดยการกางเต้นท์ได้ทางจุดบริการในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผ่าง

บรรยากาศที่เหมาะแก่การมาเที่ยวชม คือในช่วง ปลายเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนใหญ่สามารถเข้ามาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี บรรยากาศดี ร่มเย็น สบาย น่าพักผ่อน

ตัวน้ำตกทีลอซู นั้นมีน้ำไหลตลอดปี และจะมีน้ำมากช่วงฤดูฝน โดยน้ำตกนั้นไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาเส้นทางธรรมชาติเท่านั้น

เมื่อถึงน้ำตกนอกจากมองเห็นทัศนียภาพของป่าไม้ พรรณไม้นานาชนิดแล้ว ด้านล่างของน้ำตกยังมีความสวยงามของป่าไม้

และมีจุดชมวิวให้นักท่องเที่ยว ได้ชมบริเวณฝั่งตรงข้ามของน้ำตกซึ่งสามารถมองเห็นน้ำตกได้อย่างชัดเจน

สำหรับการเดินทางมายังน้ำตกทีลอซู นั้นสามารถเดินทางมาได้โดยรถยนต์

โดยมาตามเส้นทางเข้าสู่ อำเภอแม่สอด ระยะทาง 87 กิโลเมตร เข้าสู่ อำเภออุ้มผาง และใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 164 กิโลเมตร

เพื่อเข้าสู่เข้ารักษาพันธุ์สัตว์ป่า เส้นทางนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดขึ้นเขาและมีโค้งหักซอกกว่า พันโค้ง

โดยต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละคนด้วย

ภูชี้ฟ้า-ภูชี้ดาว ที่เที่ยวภาคเหนือ

ภูชี้ฟ้า-ภูชี้ดาว จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของไทย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งทาง “ภาคเหนือ”

ภูชี้ดาว เป็นจุดชมวิวพื้นที่ของไทยที่อุดมไปด้วย ป่าเขา ธรรมชาติ ที่สวยงาม ภูชี้ดาว จัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความท้าทาย

และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่มีผู้รักการผจญภัยเดินทางไปเที่ยวชมความงามซึ่งจัดว่ายังคงบรรยากาศธรรมชาติไว้อย่างดี

ภูชี้ดาว นั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ อำเภอ เวียงแก่น จังหวัด เชียงราย เป็นยอดภูที่ตั้งอยู่ระหว่าง ภูชี้ฟ้าและดอยผาตั้ง

ซึ่งเป็นยอดภูที่มีพื้นที่ไม่กว้างนักและเป็นยอดภูที่ยังคงมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก เนื่องจากเป็นจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างแท้จริง

รวมถึงการเดินทางขึ้นยอดภูชี้ดาว นั้นค่อนข้างเป็นทางลาดชันที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องไต่ระดับความชัน ขึ้นไปเพราะจัดว่าเป็นยอดภูที่ค่อนข้างอันตรายซึ่งสองข้างทางคือหน้าผา

จุดสูงสุดของภูชี้ดาวมีความสูงอยู่ที่ 1,800 เมตร และเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของเชียงรายรวมถึงสามารถมองเห็น ภูชี้ฟ้า

และดอยผาตั้ง รวมถึงมองเห็นวิวแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ห่างออกไปได้อย่างสวยงาม

ภูชี้ฟ้า-ภูชี้ดาว

ภูชี้ฟ้า-ภูชี้ดาว

ภูชี้ฟ้า ภูชี้ฟ้าเป็นยอดดอยที่ตั้งอยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 – 1,620 เมตร

และตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคือ ป่าแม่อิงและป่าแม่งาวฟ้าทอง มีเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่

เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ และบรรยากาศที่สวยงามทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวนอุทยานแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ ภูชี้ดาว โดยภูชี้ฟ้านั้นตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างชายแดนไทย – สปป.ลาว

มีลักษณะเป็นหน้าผาสูง ที่ยื่นออกจากตัวภูเขา ซึ่งในจุดของภูชี้ฟ้านั้นจะเป็นจุดชมวิวที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่าภูชี้ดาว

เนื่องจากเดินทางง่ายและเป็นเขาไม่ลาดชันมากนัก รวมถึงเป็นจุดชมวิวอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้าได้ชัดกว่า ภูชี้ดาว

แม้ว่าภูชี้ดาว จะเริ่มเป็นที่นิยมแต่ก็ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังมีคนรู้จักไม่มากเท่ากับภูชี้ฟ้า

โดยภูชี้ดาวเพิ่งเปิดบริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2559

ซึ่งหากต้องการขึ้นภูชี้ดาวนั้นต้องฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่และผู้ชำนาญเส้นทางอย่างเคร่งครัด

เนื่องจากยอดภูมีลักษณะเป็นสันเขาและทางเดินนั้นค่อนข้างแคบและลาดชันมาก ซึ่งเมื่อขึ้นสู่ยอดภูแล้วจะเห็นทัศนียภาพของหุบเขาที่สวยงามรวมถึงทะเลหมอกยามเช้าด้วย

ซึ่งหากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมความงามของภูชี้ฟ้าแล้ว สามารถแวะขึ้นยอดภูชี้ดาวได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่มีการจำกัดจำนวนคนขึ้นไปเพื่อไม่ให้คนแน่นและเกิดอุบัติเหตุได้

 

สัมผัสลมเย็นๆ ณ ภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ต้องมา สัมผัสลมเย็นๆ ณ ภูกระดึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของไทย

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม ถึง กุมภาพันธ์ ของทุกปี เนื่องจากพื้นที่มีความสวยงามของธรรมชาติ บรรยากาศ และป่าเขาขนาดใหญ่

รวมถึงมีอากาศที่เย็นสบายตลอดปี ภูกระดึง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

พื้นที่ของภูกระดึงนั้นมีความสวยงามทางธรรมชาติอย่างมากซึ่งมีความสวยงามแตกต่างจากพื้นที่ยอดดอยอื่นๆของไทย

ซึ่งยอดดอยหรือยอดภูนั้นเมื่อมองจากด้านบนจะเห็นทัศนียภาพของป่าที่ราบสูงที่สวยงาม

ในแต่ละปีพื้นที่ของภูกระดึงจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางขึ้นไปเที่ยวชมและกางเต้นท์ค้างแรมและชมอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวจะมีนักเดินทางขึ้นยอดภูมากที่สุด ภูกระดึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของไทย

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ รวมถึงยังมีพรรณไม้หายากจำนวนมากในพื้นที่นี้

สัมผัสลมเย็นๆ ณ ภูกระดึง

สัมผัสลมเย็นๆ ณ ภูกระดึง

ภูมิประเทศของภูกระดึง นั้นมีลักษณะเป็นภูเขายอดตัดฐานกว้าง สันนิฐานว่าขึ้นกำเนิดจากการดันตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อมหายุคเมโซโซอิก

ซึ่งเป็นภูเขาลูกเดียวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ราบสูงโคราช โดยภูกระดึงนั้นมีความสูง 1,200 เมตร และจุดสูงที่สุดคือ คอกเมย ความสูงที่ 1,316 เมตร

และเมื่อมองจากด้านล่างจะเห็นเป็นลักษณะคล้ายภูเขาไฟ ทำให้ถูกตั้งฉายาว่า ฟูจิเมืองเลย ภูกระดึงมีอากาศเย็นตลอดปี

โดยได้รับอิธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 20 – 30 องศา

และต่ำที่สุดช่วงฤดูหนาว 0 – 10 องศา และ 12 – 14 องศา ในช่วงเดือนสิงหาคม – ต้นตุลาคม บริเวณภูจะมีฝนตกชุกหลังจากนั้นอากาศจะเริ่มเย็น

นอกจากบรรยากาศบนยอดภูแล้ว บริเวณ ภูกระดึง ยังประกอบไปด้วยป่าฝนดิบชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของไทย

ซึ่งประกอบไปด้วย ป่าเบญจพรรณ และป่าผลัดใบ มีต้นไม้ที่สำคัญอย่างเช่น  ประดู่ป่า กระบก ตะแบกเลือด ยมหิน และพรรณไม้เช่น หม้อข้าวหม้อลิง, ก่วมแดง

ซึ่งเป็นต้นไม้สกุลเดียวกับเมเปิลซึ่งเป็นพรรณไม้ มีชื่อเสียงที่สุดและมีอยู่ที่ภูกระดึงเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีทุ่งดอกกระเจียวที่สวยงามอีกด้วย

การมาเที่ยวภูกระดึง นั้นนักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าขึ้นบนยอดภู ซึ่งสองข้างทางจะเป็นต้นไม้ ดอกไม้ พรรณไม้ต่างๆ

นับว่าเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เราได้ศึกษาด้วย สำหรับพื้นที่ของภูกระดึงนั้นจะเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 31 พฤษภาคม ของทุกปี จากนั้นจะปิดบริเวณภูเพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ

วัดโพธิ์ วัดที่สวยงามอีกแห่งของไทย

วัดโพธิ์ หรือชื่อเต็มว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่เก่าแก่และเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร

เป็นวัดที่มีความงดงามและวิจิตรตระการตาอย่างมากและเป็นวัดอีกแห่งในปัจจุบันที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวชมความงาม และกราบไหว้จำนวนมาก

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 นอกจากเป็นโบราณสถานที่งดงามแล้ว วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ยังเปรียบเสมือนกับ มหาวิทยาลัยแห่งแรก ของไทยอีกด้วย

เนื่องจากภายในได้มีการรวบรวมสรรพวิชาแขนงต่างๆ เอาไว้มากมาย ซึ่งในปี พ.ศ. 2551 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางความทรงจำ ขององค์การยูเนสโก

ซึ่งภายในมีชิ้นส่วนและพระอุโบสถที่มีอายุเก่าแก่มาก รวมถึงเป็นวัดแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีเจดีย์มากที่สุดถึง 99 องค์ ซึ่งรวมไปถึงเจดีย์ 4 รัชกาล

ซึ่งประกอบด้วยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4 ซึ่งภายในวัดโพธิ์นั้นจัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง

ที่มีผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากราว 6 – 8 ล้านคนต่อปี มีจำนวนมากเท่ากับ วัดพระแก้ว ซึ่งเป็นพระบรมมหาราชวังฝั่งตรงข้ามกับวัดโพธิ์

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์ สถานที่เที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ

วัดพระเชตุพน ฯ ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2331 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดเจ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าให้สถาปนาวัดแห่งนี้ขึ้นมา

พื้นที่วัดนี้แต่เดิมคือ วัดโพธาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงในสมัยกรุงธนบุรี

ซึ่งทางรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าให้มีการบูรณะและสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นมา  ต่อมาในปี พ.ศ. 2344 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส

หลังจากนั้นวัดพระเชตุพน ฯ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่หลายครั้งซึ่งต่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จารึกสรรพตำราต่างๆไว้ในบริเวณศาลาต่างๆของวัด

และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า พระราชทานนามสร้อยต่อท้ายชื่อวัดเพิ่มเติมว่า

วัดพระเชตุพน วิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ในสมัยนั้นภายในวัดได้มีการทำพระราชพิธีต่างๆ นับว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญมากทางฝั่งพระนครในสมัยนั้น

นอกจากนี้แล้ววัดพระเชตุพนฯยังเปรียบเสมือนพื้นที่ของ มหาวิทยาลัยที่สำคัญแห่งแรกของไทยอีกด้วย

โดยมีการรวบรวมแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม จิตรกรรม และการแพทย์เอาไว้ภายในวัดด้วย

ปัจจุบันวัดพระเชตุพนฯ นั้นยังมีการเรียกติดปากกันสั้นๆว่า วัดพระเชตุพนฯ เหมือนดั่งชื่อวัดในสมัยก่อน นอกจากนี้วัดโพธิ์ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ยักษ์วัดแจ้งและวัดโพธิ์” อีกด้วย สมัยเด็กๆเพื่อนมักจะได้ยินคำว่า ยักษ์ มาจากผู้หลักผู้ใหญ่นี้แหละที่มา

วัดสระเกศ จุดชมวิวไหว้พระแห่งพระนคร

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร หรือเรียกกันติดปากว่า ภูเขาทอง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เป็นวัดที่เก่าแก่ และมีความสวยงามอย่างมากโดยเฉพาะจุดที่เรียกกันว่า  ภูเขาทอง

หรือ พระบรมบรรพต วัดสระเกศจัดว่าเป็นวัดไทยเก่าแก่ ที่สร้างมายาวนั้นนับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดแห่งนี้ โดยเริ่มแรกในตอนนั้น ยังไม่มีการสร้าง พระบรมบรรพต ซึ่งมีการขุดคลองรอบพระอาราม และมีพระราชทานนามว่าวัดสระเกศ แปลว่า ชำระพระเกศา

เนื่องจากสมัยก่อนเคยเป็นที่ทำพิธีพระกายานสนาม เดิมทีวัดแห่งนี้มีชื่อว่า วัดสะแก ซึ่งในปี พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช

ทรงพระราชทานชื่อใหม่ว่า ภูเขาทอง  มูลเหตุจากการที่พระองค์ทรงเสด็จกรีฑาทัพ กลับจากกัมพูชามาปราบจราจลที่ กรุงธนบุรี ในตอนนั้น ภูเขาทอง จึงจัดว่าเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพระนครในสมัยนั้น

วัดสระเกศ

วัดสระเกศ สถานที่น่าเที่ยวในไทย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าให้มีการบูรณะอาคารของโบสถ์ในวัดซึ่งผุพังเป็นตามกาลเวลา และทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระบรมบรรพตขึ้นมา

โดยการก่อสร้างทรงกำหนดให้ พระปรางค์ มีฐาน”ย่อมุมไม้สิบสอง” ซึ่งการก่อสร้างนั้นยังไม่แล้วเสร็จในรัชสมัยของพระองค์ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงโปรดให้ดำเนินการสร้างต่อ โดยการนำดินมาก่อเป็นภูเขาและสร้างเจดีย์ ไว้บนยอดซึ่งการก่อสร้างใช้ระยะเวลายาวนานจนถึงช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนเป็น ภูเขาจำลอง และ พระบรมบรรพต ก็สร้างแล้วเสร็จและมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มาประดิษฐานไว้ภายใน

ซึ่ง พระเจดีย์ บนยอดนั้นมีความสวยงามและโดดเด่นอย่างมากและเป็นจุดที่เรียกกันว่าทางขึ้นสู่สวรรค์ นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม รวมถึงความสง่ามงามของ พระอุโบสถ

ในอดีตพื้นที่ของ ภูเขาทอง นั้นถูกใช้เป็นที่เก็บศพและเผาศพ จากเหตุ โรคอหิวาตกโรค ระบาดซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งทุกปี

โดยในปี พ.ศ. 2392 เกิดโรคอหิวาฯ หรือในตอนนั้นเรียกว่า โรคห่า ระบาดครั้งใหญ่ หรืออีกชื่อเรียกว่า ห่าลงปีระกา

ในตอนนั้นมีชาวไทย ในกรุงเทพเสียชีวิตจำนวนมาก มีการประมาณว่าผู้เสียชีวิตมากถึง 50,000 คนหรือสูงกว่านั้น ศพถูกลำเลียงมายังวัดสระเกศจำนวนมากกว่า 600 ศพ

ซึ่งเตาเผาศพไม่เพียงพอ กับศพที่ลำเลียงมา จนทำให้ต้องทิ้งศพไว้บริเวณรอบวัด ซากศพเต็มพื้นที่วัด จนแร้งจำนวนมาก บินมาจิกกินซากศพ เป็นภาพที่น่าสยดสยองอย่างมาก

ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า แร้งวัดสระเกศ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วในสมัยนั้น ปัจจุบันก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติและคนไทย

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén