สถานที่น่าเที่ยวในไทย - yakimono.cc

สถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญของไทย

Category: สถานที่ไหว้พระ

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม วัดโบราณที่สวยงามเที่ยวตามรอยละครดัง

วัดไชยวัฒนาราม วัดไทยโบราณอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวตามรอยประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย

วัดแห่งนี้จัดว่าเป็นอีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมากท่องเที่ยว จากกระแสละครดังเรื่อง บุพเพสันนิวาส ซึ่งมีฉากของวัดแห่งนี้ด้วยทำให้มีผู้คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวตามรอยละครดังและอยากศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้

วัดไชยวัฒนาราม สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 สมัยพระเจ้าปราสาททอง ทรงโปรดเกล้าฯสร้างวัดแห่งนี้เพื่ออุทิศแด่พระราชกุศลถวายพระราชมารดา โดยมีการออกแบบจำลองมาจากปราสาทนครวัดของกัมพูชาและใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อมาทุก

วัดไชยวัฒนาราม

พระองค์ อีกทั้งยังใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่วัดแห่งนี้ด้วย วัดแห่งนี้มีความสวยงามเปรียบเทียบได้ดั่ง พระบรมมหาราชวัง หรือ วัดพระแก้ว ของกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันอย่างมาก

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2310 วัดนี้ถูกใช้เป็นค่ายตั้งรับข้าศึกหลังจากเสียกรุงครั้งที่ 2 วัดแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างนานหลายปีและมีกลุ่มคนเข้ามาลักลอบขุดสมบัติและตัดเศียรพระรวมถึงการขุดเอาทองของวัดออกไปจนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 ทางกรมศิลปากรเข้ามาอนุรักษ์และขึ้นทะเบียน

โบราณสถานของไทย ปัจจุบันวัดแห่งนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทยและจากกระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสทำให้มีผู้คนนิยมมาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย

วัดโพธิ์ วัดที่สวยงามอีกแห่งของไทย

วัดโพธิ์ หรือชื่อเต็มว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่เก่าแก่และเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร

เป็นวัดที่มีความงดงามและวิจิตรตระการตาอย่างมากและเป็นวัดอีกแห่งในปัจจุบันที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวชมความงาม และกราบไหว้จำนวนมาก

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 นอกจากเป็นโบราณสถานที่งดงามแล้ว วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ยังเปรียบเสมือนกับ มหาวิทยาลัยแห่งแรก ของไทยอีกด้วย

เนื่องจากภายในได้มีการรวบรวมสรรพวิชาแขนงต่างๆ เอาไว้มากมาย ซึ่งในปี พ.ศ. 2551 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางความทรงจำ ขององค์การยูเนสโก

ซึ่งภายในมีชิ้นส่วนและพระอุโบสถที่มีอายุเก่าแก่มาก รวมถึงเป็นวัดแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีเจดีย์มากที่สุดถึง 99 องค์ ซึ่งรวมไปถึงเจดีย์ 4 รัชกาล

ซึ่งประกอบด้วยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4 ซึ่งภายในวัดโพธิ์นั้นจัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง

ที่มีผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากราว 6 – 8 ล้านคนต่อปี มีจำนวนมากเท่ากับ วัดพระแก้ว ซึ่งเป็นพระบรมมหาราชวังฝั่งตรงข้ามกับวัดโพธิ์

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์ สถานที่เที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ

วัดพระเชตุพน ฯ ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2331 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดเจ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าให้สถาปนาวัดแห่งนี้ขึ้นมา

พื้นที่วัดนี้แต่เดิมคือ วัดโพธาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงในสมัยกรุงธนบุรี

ซึ่งทางรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าให้มีการบูรณะและสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นมา  ต่อมาในปี พ.ศ. 2344 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส

หลังจากนั้นวัดพระเชตุพน ฯ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่หลายครั้งซึ่งต่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จารึกสรรพตำราต่างๆไว้ในบริเวณศาลาต่างๆของวัด

และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า พระราชทานนามสร้อยต่อท้ายชื่อวัดเพิ่มเติมว่า

วัดพระเชตุพน วิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ในสมัยนั้นภายในวัดได้มีการทำพระราชพิธีต่างๆ นับว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญมากทางฝั่งพระนครในสมัยนั้น

นอกจากนี้แล้ววัดพระเชตุพนฯยังเปรียบเสมือนพื้นที่ของ มหาวิทยาลัยที่สำคัญแห่งแรกของไทยอีกด้วย

โดยมีการรวบรวมแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม จิตรกรรม และการแพทย์เอาไว้ภายในวัดด้วย

ปัจจุบันวัดพระเชตุพนฯ นั้นยังมีการเรียกติดปากกันสั้นๆว่า วัดพระเชตุพนฯ เหมือนดั่งชื่อวัดในสมัยก่อน นอกจากนี้วัดโพธิ์ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ยักษ์วัดแจ้งและวัดโพธิ์” อีกด้วย สมัยเด็กๆเพื่อนมักจะได้ยินคำว่า ยักษ์ มาจากผู้หลักผู้ใหญ่นี้แหละที่มา

วัดสระเกศ จุดชมวิวไหว้พระแห่งพระนคร

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร หรือเรียกกันติดปากว่า ภูเขาทอง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เป็นวัดที่เก่าแก่ และมีความสวยงามอย่างมากโดยเฉพาะจุดที่เรียกกันว่า  ภูเขาทอง

หรือ พระบรมบรรพต วัดสระเกศจัดว่าเป็นวัดไทยเก่าแก่ ที่สร้างมายาวนั้นนับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดแห่งนี้ โดยเริ่มแรกในตอนนั้น ยังไม่มีการสร้าง พระบรมบรรพต ซึ่งมีการขุดคลองรอบพระอาราม และมีพระราชทานนามว่าวัดสระเกศ แปลว่า ชำระพระเกศา

เนื่องจากสมัยก่อนเคยเป็นที่ทำพิธีพระกายานสนาม เดิมทีวัดแห่งนี้มีชื่อว่า วัดสะแก ซึ่งในปี พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช

ทรงพระราชทานชื่อใหม่ว่า ภูเขาทอง  มูลเหตุจากการที่พระองค์ทรงเสด็จกรีฑาทัพ กลับจากกัมพูชามาปราบจราจลที่ กรุงธนบุรี ในตอนนั้น ภูเขาทอง จึงจัดว่าเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพระนครในสมัยนั้น

วัดสระเกศ

วัดสระเกศ สถานที่น่าเที่ยวในไทย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าให้มีการบูรณะอาคารของโบสถ์ในวัดซึ่งผุพังเป็นตามกาลเวลา และทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระบรมบรรพตขึ้นมา

โดยการก่อสร้างทรงกำหนดให้ พระปรางค์ มีฐาน”ย่อมุมไม้สิบสอง” ซึ่งการก่อสร้างนั้นยังไม่แล้วเสร็จในรัชสมัยของพระองค์ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงโปรดให้ดำเนินการสร้างต่อ โดยการนำดินมาก่อเป็นภูเขาและสร้างเจดีย์ ไว้บนยอดซึ่งการก่อสร้างใช้ระยะเวลายาวนานจนถึงช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนเป็น ภูเขาจำลอง และ พระบรมบรรพต ก็สร้างแล้วเสร็จและมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มาประดิษฐานไว้ภายใน

ซึ่ง พระเจดีย์ บนยอดนั้นมีความสวยงามและโดดเด่นอย่างมากและเป็นจุดที่เรียกกันว่าทางขึ้นสู่สวรรค์ นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม รวมถึงความสง่ามงามของ พระอุโบสถ

ในอดีตพื้นที่ของ ภูเขาทอง นั้นถูกใช้เป็นที่เก็บศพและเผาศพ จากเหตุ โรคอหิวาตกโรค ระบาดซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งทุกปี

โดยในปี พ.ศ. 2392 เกิดโรคอหิวาฯ หรือในตอนนั้นเรียกว่า โรคห่า ระบาดครั้งใหญ่ หรืออีกชื่อเรียกว่า ห่าลงปีระกา

ในตอนนั้นมีชาวไทย ในกรุงเทพเสียชีวิตจำนวนมาก มีการประมาณว่าผู้เสียชีวิตมากถึง 50,000 คนหรือสูงกว่านั้น ศพถูกลำเลียงมายังวัดสระเกศจำนวนมากกว่า 600 ศพ

ซึ่งเตาเผาศพไม่เพียงพอ กับศพที่ลำเลียงมา จนทำให้ต้องทิ้งศพไว้บริเวณรอบวัด ซากศพเต็มพื้นที่วัด จนแร้งจำนวนมาก บินมาจิกกินซากศพ เป็นภาพที่น่าสยดสยองอย่างมาก

ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า แร้งวัดสระเกศ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วในสมัยนั้น ปัจจุบันก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติและคนไทย

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén